ออกเดินทาง

“ไม่นานมานี้ ฉันได้อีเมลที่ถามว่า ซาราเยโวนี่อันตรายรึเปล่า ฉันก็ตอบไปว่า ไม่นะคะ เราไม่มีอาชญากรรมร้ายแรง แต่ก็มีพวกล้วงกระเป๋า ขโมยของบ้างอะไรบ้าง”

ไกด์สาวพูดกับพวกเราด้วยน้ำเสียงติดตลกหลังจบทัวร์ที่พาเราเดินเที่ยวรอบเมืองหลวงแห่งบอสเนียแบบฟรีๆ (แบบให้ทิปตามความพึงพอใจหลังจบงาน) ในอาคารหลังหนึ่งซึ่งเดิมทีเป็นโฮสเทลเก่าแก่ที่เริ่มต้นกิจการในสมัยอาณาจักรอ็อตโตมัน และเป็นที่นิยมที่สุดแห่งหนึ่งด้วยเจ้าของจัดให้มีโปรโมชั่นพักฟรี 3 คืนแรก ตามธรรมเนียมการรับรองแขกของชาวมุสลิม ซึ่งแน่นอนว่าได้ผลเป็นอย่างดีในสมัยที่ผู้คนข้ามประเทศบนหลังม้า และจะต้องการที่พำนักยังจุดหมายปลายทางไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์หลังการเดินทางอันแสนยาวนาน

“แล้วเขาก็ถามกลับมาอีกว่า ไม่ใช่อย่างนั้น เราหมายถึงพวกมือปืนซุ่มยิงน่ะ ยังมีอยู่ที่นั่นรึเปล่า”

DSC00914_edited
ภายในโฮสเทลโบราณสมัยอ็อตโตมัน ณ ใจกลางกรุงซาราเยโว

ซาราเยโวกลายเป็นหนึ่งในทริปที่น่าประทับใจที่สุดที่ฉันเคยมีในยุโรป ฉันเดินทางมายังเมืองแห่งนี้โดยไม่มีความคาดหวัง ฉันไม่มีพื้นเพความรู้เกี่ยวกับประเทศที่มีชื่อเต็มๆ ว่า ‘บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา’ หรือความขัดแย้งของประเทศในแถบคาบสมุทรบอลข่านใดๆ ก่อนที่จะมาถึง ฉันเริ่มต้นการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้โดยมี เป้าหมายหลักคือการเยี่ยมเพื่อน ณ กรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย และซาราเยโวเป็นเพียงเมืองที่ฉันเลือกจิ้มแบบสุ่มว่าจะไปเพราะ “ไหนๆ ก็มาแถวนี้แล้ว” และยังอยู่ค่อนข้างใกล้กับเบลเกรด

แค่เพียงนั่งรถข้ามชายแดนเซอร์เบีย-บอสเนียมาไม่นาน ฉันก็เริ่มสัมผัสได้ว่า ฉันจะต้องชอบที่นี่อย่างแน่นอน และฉันก็คิดไม่ผิด หลังจบทริปฉันยังรู้สึกเสียดายที่ตัดสินใจมาอยู่ที่นี่เพียง 3 คืนเท่านั้น

เพราะฉันไม่เคยรับรู้ถึงความปวดร้าวของสถานที่แห่งนี้ ความประทับใจที่ฉันมีจึงยิ่งฝังลึกขึ้นหลังการสัมผัสเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวอันโหดร้ายที่เกิดขึ้น แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ฉันก็ได้เจอเข้ากับอะไรๆ ที่มันน่าสนใจตั้งแต่ยังไม่ถึงบอสเนียเลยเสียด้วยซ้ำ

การเดินทางของฉันจากเบลเกรดสู่ซาราเยโวนั้นบ่งบอกอะไรหลายๆ อย่างถึงความยุ่งเหยิง รวมไปถึงความสบายๆ แบบ “บอลข่าน” ที่ชวนให้นึกถึงบ้านไม่น้อย เนื่องจากระบบขนส่งโดยรวมของภูมิภาคนี้ยังไม่พัฒนามากนัก ทั้งรถไฟที่เสียเวลาบ่อยและรถบัสข้ามประเทศที่บางคราวก็วิ่งเพียงวันละรอบเท่านั้นในหลายๆ เส้นทาง ผู้คนจึงหันไปหาทางเลือกอื่นแทน นั่นคือบริการรถตู้รับส่งระหว่างเมืองต่างๆ ในคาบสมุทรไปจนถึงยุโรปตะวันตก เพื่อนชาวเซอร์เบียของฉันบอกว่ารถตู้นี้ได้รับความนิยมมากในท้องถิ่น การใช้บริการก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการโทรไปที่บริษัทและจองด้วยการแจ้งชื่อพร้อมจุดหมายปลายทาง และสถานที่ที่ต้องการให้รถมารับ คนขับจะโทรมายืนยันเวลากับสถานที่อีกครั้งในคืนก่อนวันเดินทาง และที่ฉันต้องทำก็เพียงรอในโฮสเทลเพื่อให้รถมารับเท่านั้น

แต่สำหรับฉันที่เป็นนักท่องเที่ยวผู้หญิง หน้าตาเอเชีย เดินทางคนเดียว และพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ อะไรที่ๆ ดูราบรื่นกลับไม่ทำให้อุ่นใจอย่างที่คิด

เพื่อนของฉันรับเป็นธุระโทรจองและพูดคุยต่อรองกับบริษัทรถตู้ให้เพื่อความมั่นใจว่าฉันจะได้ไปแน่ๆ บริษัทขอชื่อ เบอร์โทรศัพท์ทั้งเบอร์ส่วนตัวของฉันและเบอร์ของที่พัก จุดหมายปลายทางและจุดแวะรับ เธอคอนเฟิร์มเวลาให้ที่ 6 โมงเช้า และบอกว่าบริษัทจะโทรหาฉันอีกทีในช่วงเย็นวันก่อนเดินทาง การจองเสร็จสิ้นลงง่ายๆ แบบนั้น

เย็นก่อนวันเดินทางมาถึง ฉันไม่ได้รับโทรศัพท์จากใคร เพื่อนฉันโทรกลับไปหาบริษัทให้อีกครั้ง และบริษัทตอบกลับมาว่า ได้โทรไปยังโฮสเทลที่ฉันพักอยู่แล้วเพื่อคอนเฟิร์มเวลา และฉันก็ได้เรียนรู้ว่า หากไม่ใช่เบอร์โทรศัพท์จากในท้องถิ่นแล้ว พวกเขาจะไม่โทรหา ขนาดการเตือนว่าจะมาถึงหน้าที่พักแล้ว เขาก็ไม่โทรเข้าเบอร์ส่วนตัวของฉันอยู่ดี

ระบบรถตู้รับส่งนี้ใช้วิธีตระเวนรับผู้โดยสารจากจุดต่างๆ รอบเมือง ซึ่งกว่าจะเสร็จเรียบร้อยนั้นเวลาก็ล่วงเลยจนเกือบสาย ฉันค้นพบว่าตัวเองเป็นชาวต่างชาติคนเดียวบนรถ แถมไม่รู้คนขับนึกสนุกอย่างไรจึงจับฉันไปนั่งอยู่เบาะหน้าตรงกลาง คั่นระหว่างเขาและผู้โดยสารหญิงอีกราย ทั้งๆ ที่ตอนรถมารับนั้น ที่นั่งข้างหลังยังว่างอีกหลายที่ และเขาก็ไม่มีทีท่าจะนึกอยากเสวนากับฉันแต่อย่างใด กลับเอาแต่คุยจ้อข้ามฉันไปมากับผู้หญิงที่นั่งอีกฝั่งเป็นภาษาเซิร์บรัวเร็วตลอดทาง ทำให้การเดินทางครั้งนี้น่าอึดอัดสำหรับฉันที่รู้สึกถึงความไม่เข้าพวกอยู่แล้วไปมากกว่าเดิมอีก

แต่ระหว่างการแวะพักนั้น ผู้ร่วมทางของฉันสองสามคนนั้นมีอัธยาศัยดีพอที่จะเริ่มชวนฉันคุย ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง รายหนึ่งเป็นนักศึกษาสาวเอกดนตรีจากบอสเนียซึ่งมีความสนใจในวัฒนธรรมและอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก เราคุยกันนานทีเดียวตอนที่รถแวะพักครั้งที่สองซึ่งทำให้การเดินทางล่าช้าไปอีกร่วมชั่วโมง เธอยังบอกอีกว่าเธอเป็นลูกครึ่ง โดยพ่อเป็นชาวมุสลิมจากมอนเตเนโกร และแม่เป็นชาวคริสต์คาธอลิกจากโครเอเชีย ในตอนนั้น ฉันไม่ได้เก็บรายละเอียดดังกล่าวเอามาใส่ใจมากนัก กระทั่งได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เชิงลึกรวมถึงระบบสังคมของภูมิภาคนี้และบอสเนียดีขึ้นอีกนิดหลังจากนั้นไม่นาน

 

ภาพวิวจากมุมสูงของกรุงซาราเยโว

 

ก่อนการเดินทาง เพื่อนของฉันบอกว่ารถควรจะใช้เวลาราว 5 ชั่วโมงจึงจะถึงซาราเยโว ฉันลงเอยด้วยการใช้เวลาอยู่บนถนนนานกว่า 7 ชั่วโมง เมื่อรถแวะพักเป็นครั้งแรกที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งซึ่งมีร้านสะดวกซื้อพร้อมร้านกาแฟ และฉันเริ่มได้คุยเรื่อยเปื่อยกับเพื่อนร่วมทาง ฉันถามพวกเขาว่าคนขับให้เวลาพักนานเท่าไร รายหนึ่งตอบกลับมาว่า

“เขาว่า 10 นาที แต่ฉันไม่เชื่อเขาหรอก”

ซึ่งก็จริงอย่างว่า เราได้ออกรถอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 20 นาที

เมื่อรถข้ามชายแดนเซอร์เบียเข้ามายังบอสเนียแล้ว เราก็แวะพักกันอีกครั้งหนึ่งที่ร้านอาหารกึ่งร้านกาแฟที่อยู่ข้างทาง ที่ทำให้ฉันได้นั่งผูกมิตรกับสาวชาวบอสเนียอยู่นานสองนาน เพราะคนขับตัดสินใจจะพักจิบกาแฟและสนทนาพาทีกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่นั่งแยกกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่อีกโต๊ะหนึ่ง เพื่อนร่วมโต๊ะเพียงหนึ่งเดียวของฉันยังแอบบ่นถึงความไม่รู้จะชิลล์ไปไหนของคนขับ และบอกว่ารถขาไปของเธอนั้นแวะพักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แถมไม่ได้อยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมงแบบครั้งนี้ ฉันเริ่มแสดงความกังวลเนื่องจากขากลับฉันต้องรีบไปจับไฟลต์ช่วงบ่ายที่เบลเกรด แม้บริษัทรถนั้นรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะพาฉันไปส่งได้ทัน แต่ฉันเริ่มไม่มั่นใจเท่าไหร่เสียแล้ว

เธอหัวเราะเบาๆ และตอบกลับมาว่า

“ขอโทษทีนะ พอดีที่นี่พวกเราไม่ค่อยจะมีระบบระเบียบกันเท่าไหร่น่ะ”

ถึงจุดนี้ฉันก็อดหัวเราะบ้างไม่ได้ และบอกเธอไปว่า

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็ชินๆ กับอะไรแบบนี้มาจากที่บ้านแล้วล่ะ”

และเมื่อรถตู้คอนเฟิร์มกับฉัน (แน่นอนว่าผ่านโฮสเทลอีกครั้ง) ว่าจะมารับตอนตีสี่เพื่อกลับไปยังเบลเกรด ฉันก็ค้นพบว่าตัวเองต้องตื่นขึ้นมาในตอนตีสาม เพื่อจะได้ขึ้นรถไปในเวลาเกือบๆ หกโมงเช้าเท่านั่นแหละ

Advertisements