เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เมืองฮัมบูร์ก (Hamburg) ประเทศเยอรมนี ได้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ฮัมบูร์ก (Filmfest Hamburg) ประจำปี 2016 โดยปีนี้ก็จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 24 แล้ว งานเทศกาลนี้จะได้รับความร่วมมือจากโรงภาพยนตร์ชั้นนำหลายแห่งของตัวเมืองเป็นสถานที่จัดฉายหนังที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมเทศกาล ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการจำหน่ายบัตรได้อย่างมาก นอกจากช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเทศกาลแล้ว ผู้ที่สนใจชมยังสามารถไปติดต่อขอซื้อบัตรที่โรงภาพยนตร์ใดก็ได้ที่มีชื่อเป็นสถานที่จัดฉายประจำปี ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่องที่ต้องการเข้าชมจะไม่มีรอบฉายที่โรงภาพยนตร์นั้นๆ ก็ตาม

สำหรับงานประจำปี 2016 มีภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมด 165 เรื่องจาก 53 ประเทศ ในจำนวนนี้ มีภาพยนตร์ของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก 12 เรื่อง จากประเทศจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงคโปร์ และไทย ซึ่งภาพยนตร์จากประเทศไทยได้รับเลือกให้เข้าร่วมเทศกาลในปีนี้ถึง 3 เรื่อง ได้แก่ ดาวคะนอง (Bัy the Time It Gets Dark) กำกับโดยอโนชา สุวิชากรพงศ์, มหาสมุทรและสุสาน (The Island Funeral) กำกับโดยพิมพกา โตวิระ และโรงแรมต่างดาว (Motel Mist) ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของปราบดา หยุ่น หลังจากเทศกาลเมื่อปี 2015 ไม่มีภาพยนตร์จากไทยได้เข้าร่วมแม้แต่เรื่องเดียว และในปี 2014 ก็มีเพียงเรื่อง Mary is Happy, Mary is Happy ของผู้กำกับนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์เท่านั้นที่ได้รับคัดเลือก (ผลงานเรื่อง 36 ของนวพลก็เคยได้เข้าร่วมฉายในเทศกาลนี้เมื่อปี 2013 เช่นกัน) ส่วนภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่เทศกาลนี้ให้ความสนใจ ได้แก่ แปดวัน แปลกคน (The 8th Day) ภาพยนตร์แนวจิตวิทยาระทึกขวัญ ผลงานกำกับของฉัตรชัย ยอดเศรณี เมื่อปี 2008*

95a60ffa-341e-4214-bbfc-4f6c28e1bf26-1

จากทั้ง 3 เรื่องที่ได้เข้าร่วมฉายในปีนี้ ก็มีถึง 2 เรื่องที่ได้รับคัดเลือกเป็นภาพยนตร์สายประกวด คือ ดาวคะนอง ได้เข้าชิงรางวัลสาขา NDR (Norddeutscher Rundfunk) Young Talent Award กับ มหาสมุทรและสุสาน เข้าชิงรางวัลสาขา Hamburg Film Critic Award โดยส่วนตัวได้ไปร่วมชมภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ในเทศกาล แต่ไม่ได้มีโอกาสไปชมโรงแรมต่างดาวให้ครบทั้งสามเรื่องในปีนี้ ในส่วนของบรรยากาศการจัดฉาย ทั้งสองเรื่องดังกล่าวมีคนให้ความสนใจมาร่วมชมกันค่อนข้างอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่ถึงกับเต็มโรงแต่ก็พูดได้ว่าโรงไม่ร้าง อาจเพราะเป็นภาพยนตร์สายประกวดกันทั้งคู่ และสำหรับเรื่องมหาสมุทรและสุสาน คุณพิมพกา โตวิระก็มาปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญ ร่วมตอบคำถามหลังการฉายกับผู้ชมอีกด้วย

มหาสมุทรและสุสาน เป็นหนังสไตล์ road movie เล่าเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพสู่จังหวัดปัตตานีของสองพี่น้องที่มีพื้นเพของครอบครัวเดิมจากที่นี่ และเพื่อนอีกคนที่เป็นเด็กหนุ่มชาวกรุงเทพเต็มตัวติดสอยห้อยตามมาด้วยแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรนัก ตัวภาพยนตร์ดูจะจับประเด็นความหลากหลายของชาติพันธุ์ในโลกแห่งความจริง และนำมาเปรียบให้เห็นความย้อนแย้งกับแนวคิดเรื่องรัฐชาติอันเป็นอุดมคติตามที่มนุษย์สมมติขึ้น โดยยกตัวอย่างผ่านภาพลักษณ์ของสามจังหวัดชายแดนใต้ในสายตาของคนกรุง และการก่อสร้างรัฐในจินตนาการสำหรับกลุ่มคนที่ถูกเบียดขับออกจากพื้นที่สังคมกระแสหลัก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้ปกครองไทยใช้แนวคิดเรื่องรัฐชาติและรัฐนิยมขึ้นมาสร้างวัฒนธรรมแห่งชาติ และอัดฉีดสู่จิตสำนึกของประชาชนอย่างเข้มข้น กลืนกินความแตกต่างให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียว และสร้างบรรทัดฐานของตัวตนที่คับแคบเกินกว่าจะรองรับนานาวัฒนธรรมวิถีชีวิตท้องถิ่นที่ปรากฏในขอบเขตของรัฐได้อย่างแท้จริง จนก่อให้เกิดความไม่เข้าใจไปถึงความหวาดกลัวซึ่งกันและกันระหว่างผู้ที่มาจากต่างพื้นที่ ด้วยความไม่คุ้นชินจากการไม่เคยรับรู้วิถีของคนกลุ่มอื่นที่ต่างออกไปจากตนเอง หรือได้เรียนรู้เพียงภาพที่ถูกสร้างขึ้นผ่านสื่อกลางกระแสหลักจนภาพนั้นกลายเป็นความจริงที่ฝังลงในทัศนคติส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความผวาระแวงของเด็กชาวกรุงที่รู้จักเพียงเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ผ่านการรายงานข่าวของสื่อมวลชนกระทั่งไม่สามารถมอบความไว้วางใจใดๆ กับคนแปลกหน้าในท้องที่ หรือชายชาวอีสานผู้แสดงออกถึงความแปลกแยกโดดเดี่ยวอย่างชัดแจ้ง และไม่แสดงปฏิสัมพันธ์กับชาวใต้คนใดแม้ดูว่าตัวเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เช่นเดียวกัน

ส่วนสองพี่น้องผู้เดินทางกลับถิ่นเดิม โดยเฉพาะตัวพี่สาวซึ่งมีความโหยหาอย่างแรงกล้าที่จะเติมเต็มช่องว่างของตัวตนที่ดูจะตกหล่นขาดหายจากการใช้ชีวิตในเมืองหลวง ด้วยตัวเธอยังพอมีความทรงจำในอดีตที่เป็นสายใยยึดโยงถึงรากเหง้าของครอบครัว จนกล้าจะเชื่อมสัมพันธ์กับคนพื้นถิ่นและเปิดรับสัมผัสกับสิ่งที่ผิดแผกไปจากวิถีเดิมของเธอโดยไม่มีความลังเลใดๆ ผิดไปกับผู้เป็นน้องชายซึ่งไม่รู้สึกถึงความข้องเกี่ยวใดๆ ของตัวเขากับสถานที่นี้แม้แต่น้อย ก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า ตัวตนของเธอและเขาแปลกแยกไม่มีความสอดคล้องใดๆ กับที่ที่หวังจะให้เป็น “ถิ่น” ของตนอย่างแท้จริงเช่นเดียวกัน การเดินทางเพื่อค้นหาทางซ่อมแซมวิกฤตอัตลักษณ์ในครั้งนี้ ก็จบลงด้วยการที่พวกเธอและเขาถูกปฏิเสธและจำต้องกลับไปยังที่ที่จากมาอีกครั้ง ร่วมด้วยเด็กหนุ่มในพื้นถิ่นอีกรายที่ขอติดตามกลับไปหวังจะสร้างชีวิตใหม่ในกรุง ด้วยความรู้สึกว่าตนไม่อาจอาศัยอยู่ ณ ที่นั้นได้อีกต่อไป และเรื่องราวการเดินทางเพื่อไขว่คว้าหาตัวตนอีกบทหนึ่งก็อาจเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งจากจุดนี้

ถึงตัวภาพยนตร์จะเล่นประเด็นที่น่าสนใจอยู่พอสมควร การดำเนินเรื่องดูจะเน้นไปยังการสื่อความผ่านภาพและสัญลักษณ์แทนบทสนทนาและคำบรรยาย แม้จะถ่ายออกมาได้อย่างงดงามก็ยังดูค่อนข้างจะเนิบนิ่งไปถึงขั้นเนือย จึงอาจทำให้สารที่ผู้กำกับสอดแทรกเข้ามาถูกถ่ายทอดออกมาได้ไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชมชาวต่างชาติที่อาจไม่ได้มีพื้นเพความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ และโครงสร้างทางสังคมของประเทศไทยดีนัก เนื่องจากได้ที่นั่งชมแถวหลังสุด จึงสังเกตเห็นว่าช่วงกลางๆ เรื่องมีคนลุกออกไปกลางคันอยู่ประปราย รวมถึงการพูดคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติ 4-5 คนที่ไปดูด้วยกัน ทำให้รู้ว่าวิธีการเล่าเรื่องอาจยังแข็งแรงไม่พอสำหรับผู้ชมกลุ่มนี้ เพราะดูแต่ละคนค่อนข้างจับสาระสำคัญได้ลำบากและไม่ค่อยเข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ แต่การพูดคุยตอบคำถามกับคุณพิมพกาช่วงท้ายก็ช่วยแก้ไขข้อสงสัยที่เกิดขึ้นไปได้อยู่บ้าง

35247_43_the_island_funeral__4_c_mosquitofilmsdistribution_c_wahl01Source: http://www.filmfesthamburg.de

สำหรับเรื่องถัดมา ดาวคะนอง เป็นภาพยนตร์ที่เล่นกับประวัติศาสตร์มืดของการเมืองไทยที่น้อยคนจะแตะต้องอย่างเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แม้วิธีการเล่าเรื่องจะทำให้เนื้อหาดู ‘เบา’ แต่สารที่สื่อออกมานั้น ‘หนัก’ เอาเรื่องเลยทีเดียว หนังเริ่มต้นมาด้วยเส้นเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าการเล่าน่าจะดูตรงไปตรงมา ด้วยการเปิดตัวผู้กำกับสาวคนหนึ่ง ที่กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำสารคดีเพื่อถ่ายทอดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา ผ่านความทรงจำของนักเขียนหญิงวัยกลางคน หนึ่งในแกนนำนักศึกษาผู้รอดชีวิตจากการปิดล้อมสังหารหมู่ เรื่องราวในช่วงนี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย พร้อมฉากหลังที่ถ่ายทอดอารมณ์นิ่งสงบของบ้านพักในชนบท รายล้อมไปด้วยธรรมชาติสุดลูกหูลูกตา ห่างไกลผู้คนและเทคโนโลยี จนกระทั่งถึงจุดหักเหสำคัญ เมื่อผู้กำกับถูกเหตุการณ์บางอย่างกระตุ้นให้ภาพความทรงจำในอดีตเริ่มกลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง เมื่อพ้นจากช่วงนี้ไป เรื่องราวก็เริ่มแปรเปลี่ยนจากการเล่าเป็นเส้นตรงสู่ความคลุมเครือวกวน จนแทบแยกไม่ออกระหว่างภาพจริง ภาพฝัน ภาพอดีต หรือภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์เอง

วิธีการดำเนินเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นการใช้ “หนัง” เล่าเรื่องของ “หนัง” อีกทอดหนึ่ง ซึ่งช่วยเน้นย้ำการซ้อนทับระหว่างภาพจริงและภาพสมมติให้เห็นเด่นชัดยิ่งขึ้น และยิ่งประสบกับภาวะนี้นานเข้า ก็ยิ่งทำให้คนดูเริ่มไม่แน่ใจขึ้นเรื่อยๆ ว่า ภาพเหตุการณ์ที่กำลังชมอยู่ในขณะนี้ เกิดขึ้นบนเส้นเรื่อง “จริง” หรือเส้นเรื่อง “มายา” ของหนังที่ถูกเล่าขนาบกับไปอยู่ในเรื่องอีกทีหนึ่ง และการหักจุดสนใจของเรื่อง จากการฉายให้เห็นการสร้างสารคดีและการย้อนภาพอดีตจากความทรงจำที่ออกจะเครียดขรึม ไปเป็นการเล่าชีวิตของดารานักแสดงในวงการบันเทิงกระแสหลักและการสร้างงานประเภทเพลงป๊อปลูกกวาดและภาพยนตร์รัก นอกจากจะแสดงให้เห็นทิศทางของรสนิยมผู้บริโภคในปัจจุบันต่อเนื้อหาของสื่อแล้ว ยังชี้ถึงการ “เลือกปฏิบัติ” ต่อเรื่องราวที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อกลางให้สังคมได้รับทราบ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สำคัญที่สุดต่อพัฒนาการทางการเมืองไทย แต่กลับเป็นเหตุการณ์ที่ถูกลืมมากที่สุดเช่นเดียวกัน และแทบจะเลือนหายไปจากสื่อกระแสหลักหากไม่นับการการนำเสนอกิจกรรมรำลึกครบรอบในทุกๆ ปี แต่เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ใกล้เคียงกันอย่าง 14 ตุลาหรือพฤษภาทมิฬแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า 6 ตุลานั้นมีพื้นที่ทางสื่ออยู่น้อยนิดจนคล้ายกับว่าสังคมไทยนั้นยินยอมพร้อมใจที่จะละเลยความสำคัญ หรือปฏิเสธที่จะย้ำเตือนตัวเองถึงความโหดร้ายที่ประชาชนสามารถกระทำต่อประชาชนด้วยกันเองอันมีเหตุมาจากการปลุกปั่นความเกลียดชังทางอุดมการณ์เท่านั้น

ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่มีความน่าสนใจมาก คือการเล่าเหตุการณ์หนึ่งซ้ำถึงสองครั้งโดยเปลี่ยนนักแสดงและฉากหลังใหม่ทั้งหมด โดยการเล่าครั้งแรกนั้นเป็นการใช้นักแสดงที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก ในฉากหลังชนบทแสนธรรมดา เครื่องแต่งกายเรียบง่ายที่รวมกันแล้วทำให้ทุกอย่างดูกลมกลืนเป็นธรรมชาติและดู “จริง” เมื่อเทียบกับการเล่าครั้งที่สอง ซึ่งใช้นักแสดงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ กับฉากหลัง สถานที่และเครื่องแต่งกายที่ยกระดับความหรูหราของสถานการณ์ขึ้นไปอีกขั้น จนกระทั่งดูปรุงแต่ง เกินจริงและจับต้องไม่ได้ ทั้งที่ทั้งสองเป็นเหตุการณ์เดียวกัน ใช้บทสนทนาเหมือนกันและดำเนินเรื่องไปในทิศทางเดียวกัน วิธีการเล่าในส่วนนี้ชวนให้ฉุกคิดเหลือเกินว่า ข้อมูลข่าวสารที่เราประชาชนได้รับทราบจากสื่อกระแสหลักนั้น มีการบิดเบือนเสริมให้หลุดจากสิ่งที่เกิดขึ้นไปมากเพียงใด เพียงเพื่อจะปกปิดข้อเท็จจริงที่มักเต็มไปด้วยความสกปรกไม่น่าพิสมัยหรือเติมแต่งให้ฟังดูดีกว่าเดิม จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยามย้อนอดีตความทรงจำกลับไปยังเดือนตุลาคม 2519 ไม่มีการแสดงให้เห็นภาพความรุนแรงที่เป็นส่วนประกอบหลักของเหตุการณ์แม้แต่น้อย มีเพียงภาพการประชุมปลุกระดม เผยแพร่อุดมการณ์ และการหลบหนีเข้าป่าหลังความพ่ายแพ้ยับเยินซึ่งก็ไม่มีการเผยให้เห็นภาพความลำบากลำบนในการใช้ชีวิตแต่อย่างใด ราวกับจะย้ำว่า แม้แต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงก็อาจไม่สามารถใช้ภาพจากความทรงจำของตนเพื่อส่งต่อเรื่องราวที่สมบูรณ์ให้สาธารณชนได้รับรู้เช่นเดียวกัน

35232_43_by_the_time_it_gets_dark_still02_c_luxbox_wahl01_querformatSource: http://www.filmfesthamburg.de

นอกเหนือไปจากประเด็นดังกล่าว หลากหลายเรื่องราวที่ดูจะร้อยต่อกันไม่ติดในดาวคะนอง ถูกเชื่อมโยงผ่านตัวละครเล็กๆ ตัวหนึ่งที่คอยปรากฏอยู่เรื่อยๆ แม้เส้นเรื่องหลักจะหักเหไปจากเดิม คือหญิงสาวผู้เปลี่ยนงานไปทุกครั้งที่เธอกลับมาบนหน้าจอ เริ่มต้นจากคนดูแลร้านอาหารเล็กๆ ของรีสอร์ตในชนบท สู่การโยกย้ายเข้ามายังเมืองกรุงเพื่อเป็นแม่บ้านทำความสะอาดในอาคารหรู และพนักงานเสิร์ฟบนเรือที่ต้องคอยจัดการขยะอาหารเน่าเหม็นอยู่เป็นนิจ การร่วงหล่นลงสู่จุดตกต่ำและความโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งผลักดันให้เธอหันหน้าเข้าสู่ธรรมะ ก่อนจะกลับออกมาสู่ชีวิตที่เต็มไปด้วยแสงสีแห่งเมืองหลวง เพื่อเข้าสู่วังวนเดิมๆ ของความว่างเปล่าไร้จุดหมายอีกครั้งหนึ่ง เธอคนนี้เปรียบเหมือนภาพแทนของคนธรรมดาในสังคมที่ดูมีชีวิตอยู่อย่างไร้ตัวตนในสายตาใครๆ และคอยไหลตามแต่ทิศทางที่กระแสสังคมจะพัดพานำทางไป กระทั่งถูกกลืนหายท่ามกลางความว้าวุ่นและอึกทึกของผู้คนรอบด้านที่ดูจะให้คุณค่ากับชีวิตอย่างฉาบฉวยตื้นเขิน อย่างไรก็ตาม เรื่องในส่วนนี้ดูจะโดดและหลุดออกจากธีมหลักของภาพยนตร์ไปพอสมควรจนทำให้การเชื่อมต่อไม่ราบรื่นเท่าไรนัก และเพิ่มความงงงวยให้การดำเนินเรื่องที่เข้าใจยากอยู่แล้วหนักเข้าไปอีก แต่จากบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับทำให้ทราบว่าเรื่องราวของหญิงสาวผู้นี้เป็นไอเดียแรกเริ่มของการสร้างหนัง ก่อนจะพัฒนาประเด็นของ 6 ตุลาเข้ามาเสริมในภายหลัง การคงเส้นเรื่องเดิมนี้ไว้ก็ไม่แน่ใจว่าทางผู้กำกับตั้งใจจะให้ช่วยย้ำถึงความเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมของการล้างบางขบวนการนักศึกษาในสังคมไทยปัจจุบันโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ให้ชัดเจนขึ้นหรือเปล่า

จากการพูดคุยกับเพื่อนที่ได้ไปดูเรื่องนี้ด้วยกัน ถึงแม้จะมีความรู้เกี่ยวกับเมืองไทยไม่มากพอจะจับทุกประเด็นที่สอดแทรกเข้ามาในท้องเรื่องได้ แต่ทั้งสองคนก็ดูพออกพอใจกับสิ่งที่ได้รับชมจากองค์ประกอบอื่นๆ โดยรวมทั้งภาพ เพลง การตัดต่อและบทสนทนา และมีความสนใจต่อสารที่ตัวเองพลาดไปเพราะมีการขอให้อธิบายส่วนต่างๆ หลังหนังฉายจบอยู่นานพอประมาณ และบรรยากาศในการชมนั้นก็ไม่เห็นว่ามีใครเดินออกกลางคันแต่อย่างใด ส่วนตัวจึงมองว่าดาวคะนองน่าจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้ชมด้วยตัวภาพยนตร์เองได้มากกว่ามหาสมุทรและสุสานในบริบทของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่จัดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งมีผู้ชมจากหลากหลายภูมิหลังและพื้นเพความคิด การชื่นชมและหาคุณค่าของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ นั้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่เพียงแต่สาระของเนื้อเรื่องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความงดงามของภาพ ดนตรี และวิธีการร้อยเรียงที่ส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ระหว่างประสบการณ์การรับชมโดยไม่ต้องอาศัยความสามารถในการตีความ โดยเฉพาะกับภาพยนตร์ที่ค่อนข้างซับซ้อนและไม่ดำเนินตามขนบอย่างทั้งสองเรื่องที่กล่าวมา

กระนั้น สิ่งที่สำคัญคือการได้ดูหนังทั้งสองเรื่องในครั้งนี้ช่วยลบอคติที่เคยมีต่อหนังไทยไปได้พอสมควร และทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อวงการภาพยนตร์ไทยนอกกระแสขึ้นมากในแง่ของความหวังต่อการพัฒนาคุณภาพสำหรับการแข่งขันในระดับสากลต่อไป หากในอนาคตผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถหลุดออกจากกรอบความ “ไทย” กระแสหลักที่ไม่ส่งเสริมความหลากหลายทางความคิดและทัศนคติในการมองโลก อันนำไปสู่ความจำเจซ้ำซากที่ผู้บริโภคต้องพานพบในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ปัจจุบันอันเต็มไปด้วยเรื่องรัก ตลก ผี และประวัติศาสตร์โบราณ ในขณะที่กฎหมายและนโยบายจากภาครัฐที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดก็ดูจะไม่ให้ความสำคัญต่อการเติบโตของภาพยนตร์ไทยสักเท่าไรนัก มหาสมุทรและสุสานกับดาวคะนองถือเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ช่วยเพิ่มพูนความหลากหลายทางมุมมองและแหวกจารีตการนำเสนอแบบเดิมๆ โดยไม่จำเป็นต้องยัดเยียด “ความเป็นไทย” ตามแบบแผนเพื่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทย และมีสเน่ห์มากพอในสายตาของต่างชาติจนได้รับเลือกให้เป็นตัวแทน “ภาพยนตร์ไทย” ในหมู่ภาพยนตร์นานาชาติเช่นนี้เอง

 

*Source: http://www.filmfesthamburg.de

Advertisements