ภาพยนตร์สัญชาติสวีเดนเรื่องนี้ สำรวจตรวจตราความคาดหวัง ปฏิสัมพันธ์ และภาระหน้าที่ที่สมาชิกในครอบครัวหนึ่งพึงมีได้อย่างลุ่มลึกและเรียบนิ่ง โดยมีเทือกเขาแอลป์ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนวางเป็นฉากหลังอยู่ตลอดเรื่อง ซึ่งดูทั้งสวยงามอ้างว้าง และน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน อันช่วยเน้นย้ำสภาวะจิตใจปั่นป่วนของเหล่าตัวละคร กล่าวคือครอบครัวชาวสวีเดนอันประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูกสาวลูกชายอย่างละคน ระหว่างวันหยุดพักผ่อนแสนธรรมดาและผ่อนคลายในสกีรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่ประเทศฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี ครอบครัวที่ดูอบอุ่นสมบูรณ์แบบดังที่ภาพยนตร์แสดงให้เห็นในช่วงต้นเรื่อง มีอันต้องประสบกับจุดพลิกผันทางอารมณ์ครั้งยิ่งใหญ่จากเหตุการณ์ที่เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นหากมองจากสายตาคนนอก

 

mv5bmjm5mje3ndgymf5bml5banbnxkftztgwmtm5ota5mje-_v1_sx1777_cr001777707_al_

คำว่า Force Majeure ชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ มาจากภาษาฝรั่งเศสซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า อิทธิพลจากเบื้องบน หรืออิทธิพลที่อยู่เหนือความควบคุม เป็นคำศัพท์ที่ปกติใช้ในทางกฎหมายที่แปลได้สละสลวยอีกชั้นหนึ่งว่า เหตุสุดวิสัย เพื่ออธิบายภาวะซึ่งผู้ข้องเกี่ยวในสัญญาต่างเป็นอิสระจากข้อผูกมัดโดยไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทุกฝ่าย เช่นสงครามหรือภัยธรรมชาติ จนทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามพันธะสัญญาได้ นอกจากนี้ คำดังกล่าวยังใช้อธิบายปรากฏการณ์ซึ่งเป็น “ผลงานของพระเจ้า (Act of God)” ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและไม่อาจควบคุม ตามท้องเรื่องนี้ “เหตุสุดวิสัย” ดังกล่าว ช่วยปลดปล่อยสัญชาติญาณดิบของมนุษย์ให้โลดแล่นออกมาอยู่เหนือภาระหน้าที่และข้อผูกมัดที่ถูกคาดหวังต่อกันและกัน ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อตกอยู่ในบริบทของครอบครัว อันวางอยู่บนมายาคติแห่งความรักอันไม่มีเงื่อนไขและพื้นที่ปลอดภัยที่บุคคลหนึ่งพึงจะมี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความเป็น “ครอบครัวในอุดมคติ” นั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมาชิกที่ต้องประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก เรื่องหน้าที่เช่นพ่อต้องสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้องทั้งครอบครัว เป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งและมั่นคง แม่ต้องเป็นผู้เลี้ยงดูคุ้มครองลูก เป็นตัวแทนของความอบอุ่นและอ่อนโยน ไปจนถึงความคิดความเชื่อเรื่องการมีคู่ครองเพียงหนึ่งเดียวไปจนสิ้นอายุขัย เป็นสิ่งที่บุคคลในสังคมกระแสหลักได้รับการพร่ำสอนจนฝังลึกอยู่ในจิตสำนึกว่านี่คือ “ความจริง” ของครอบครัว หรืออาจเป็นแม้กระทั่งความจริงของชีวิต และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ผิดเพี้ยนแตกต่างไปจากความคาดหวังดังกล่าวจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

“เหตุสุดวิสัย” ที่สั่นคลอนอุดมคติดังกล่าวเผยตัวออกมาในวันที่สองของการพักผ่อน เมื่อครอบครัวนี้กำลังทานอาหารกลางวันในร้านของทางโรงแรม บริเวณมุมระเบียงที่เปิดโล่งและยื่นออกไปในเทือกเขา ปรากฏทิวทัศน์อันงดงามและเยือกเย็นของภูเขาซึ่งทอดตัวออกไปไม่ห่าง ระหว่างที่เพลิดเพลินไปกับอาหารและบทสนทนาผ่อนคลายตามประสาพ่อแม่ลูก ก็เกิดมีหิมะถล่มบนภูเขาลูกดังกล่าว ขณะที่ผู้เป็นแม่เริ่มออกอาการหวั่นวิตกเมื่อหิมะถาโถมเข้ามาใกล้ ผู้เป็นพ่อยืนยันอย่างมั่นใจว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงและถ่ายวิดีโออย่างสบายอกสบายใจ กระทั่งหิมะนั้นคืบตัวเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ผู้คนเริ่มกรีดร้อง ตื่นตระหนก ด้วยดูเหมือนว่าหิมะนั้นกำลังจะพุ่งตัวลงมาใส่ระเบียงร้านอาหารด้วยมวลกำลังมหาศาล ผู้เป็นแม่คว้าลูกสองคนไว้ในอ้อมแขนก่อนพยายามหนีแต่กลับไม่สามารถเคลื่อนทั้งหมดออกไปให้พ้นบริเวณ ส่วนผู้เป็นพ่อนั้นคว้าเพียงโทรศัพท์มือถือของตนและพุ่งตัวออกไปจากโต๊ะอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าสิ่งที่โถมลงมาใส่พวกตนนั้นเป็นเพียงหมอกละอองของหิมะถล่มที่ถูกสกัดไว้ได้เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

mv5bmja4mzezodcxov5bml5banbnxkftztgwodcwotu3mte-_v1_sx1777_cr001777743_al_

 

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอาจดูเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่ความเครียดขมึงในครอบครัวก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้นหลังความรู้สึกโล่งอกที่รอดชีวิตจากเหตุดังกล่าวผ่านพ้นไป ด้วยผู้เป็นพ่อนั้นถูกมองว่า “ล้มเหลว” ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกคาดหวังในฐานะของหัวหน้าครอบครัวที่ “ควร” จะต้องเห็นแก่ความปลอดภัยของคนในครอบครัวก่อนตนเอง และในฐานะของความเป็นชายที่ “ควร” จะต้องเป็นผู้กล้าหาญและผู้ปกป้อง ความเงียบงันหมางเมินที่เกิดขึ้นทวีความรุนแรงจนปะทุออกมา เมื่อสามีปฏิเสธที่จะยอมรับคำพูดของภรรยาว่าเขาวิ่งหนีเอาตัวรอดไปอย่างขี้ขลาดตาขาว ในขณะที่เธอพยายามจะพาลูกน้อยทั้งสองหลบหนีออกไปด้วยกัน การปฏิเสธหัวชนฝานี้เป็นไปได้ว่าเกิดจากทั้งความเสียหน้าและละอายใจต่อพฤติกรรมของเขา หรือแม้กระทั่งการหลอกลวงตัวเองจนเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาไม่มีทางทำเช่นนั้น จนกระทั่งเขาต้องยอมจำนนต่อหลักฐานซึ่งก็คือวิดีโอที่บันทึกอยู่ในโทรศัพท์มือถือของเขาเอง และจากวินาทีนั้น ความภาคภูมิใจในความเป็นชายและหัวหน้าครอบครัวของเขาก็ถูกบดขยี้แทบไม่เหลือชิ้นดี เขาใช้เวลาเกือบทั้งหมดในช่วงวันหยุดนี้ต่อไปด้วยความอัดอั้น และพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะเรียกเอาความเป็นชายและความมั่นใจกลับคืนมาดังเดิม แต่สุดท้าย ทำนบที่ขวางกั้นอารมณ์ภายในก็พังทลายออกมาเป็นความอ่อนแอไร้พลังถึงขีดสุด พร้อมการพรั่งพรูสารภาพความผิดบาป ความล้มเหลวต่อหน้าที่ในอดีตที่ทับถม เมื่อเขาไม่สามารถคิดหาข้อแก้ต่างมาหักล้างให้กับตัวเองได้อีกต่อไป

การล่มสลายทีละเล็กน้อยของมายาคติแห่งครอบครัวยังถูกเปิดโปงออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดระหว่างสามีภรรยาที่ระเบิดออก จนทั้งคู่บังคับผลักไสลูกของพวกเขาให้เข้าไปอยู่ในห้องตามลำพังกับพนักงานทำความสะอาดที่เป็นคนแปลกหน้า การแยกตัวออกไปใช้เวลาโดดเดี่ยวของผู้เป็นแม่ ลูกๆ เริ่มไม่เชื่อใจผู้ให้กำเนิดที่ควรให้ความสำคัญกับพวกตนเป็นอันดับแรกมากขึ้นทุกขณะ การปะทะทางความคิดของฝั่งภรรยาที่มีความสัมพันธ์ตามจารีตและยึดถือความสำคัญของสถาบันครอบครัวเป็นสรณะ กับฝั่งภรรยาในครอบครัวที่มีความสัมพันธ์แบบเปิดและไม่นับเอาสามีหรือแม้กระทั่งลูกๆ เป็นจุดสูงสุดของชีวิต โดยเพียงคาดหวังให้ต่างฝ่ายเติมเต็มความรับผิดชอบที่ควรกระทำให้ดีเท่านั้น ซึ่งถึงแม้จะเป็นทัศนคติที่ค้านต่อค่านิยมทางสังคมแทบจะทุกรูปแบบ ฝ่ายหลังกลับดูเหมือนจะมีความสุขในชีวิตมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

ความพยายามที่จะกอบกู้ความมั่นคงและความเชื่อใจระหว่างกันกลับมา หลังจากการระเบิดอารมณ์และการยอมจำนนต่อความอ่อนแอของผู้เป็นพ่อดูเหมือนจะได้ผล โดยผู้เป็นแม่ “จัดฉาก” ภารกิจช่วยชีวิตตนเองระหว่างการสกีร่วมกันในวันที่หมอกลงจัด เรียกความมั่นใจในความเป็นชายและการทำหน้าที่ปกป้องของเขาให้กลับคืนมา รวมถึงให้ลูกๆ ได้เห็นว่าพ่อของพวกเขาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่สามารถพึ่งพาได้อีกครั้ง แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงอีกครั้งใน “เหตุสุดวิสัย” ครั้งถัดมา ซึ่งเกิดจากคนขับรถบัสที่ขับอย่างน่าหวาดเสียวหวิดจะตกลงจากไหล่เขาหลายต่อหลายครั้ง ในคราวนี้ กลับเป็นฝ่ายแม่ ผู้ยืนยันว่าตนมีสัญชาตญาณความเป็นแม่เหนือสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด ที่ตื่นตระหนกหวั่นกลัวจนหนีลงจากรถบัสเป็นคนแรกโดยทิ้งสามีและลูกไว้เบื้องหลัง ขณะที่สามีของเธอในตอนนี้สามารถครองสติเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างหนักแน่นและดูแลทุกคนให้ลงจากรถได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

อะไรจะเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น ครอบครัวนี้จะกลับคืนสู่สภาวะอย่างที่พวกเขาเคยเป็นเมื่อตอนเริ่มต้นของวันหยุดพักผ่อนได้หรือไม่ เมื่อตอนนี้ได้ปรากฏชัดแจ้งแล้วว่า ไม่ว่าใครก็สามารถพ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณดิบของตนได้ในปรากฏการณ์เช่นนี้ หากลองคิดดูแล้ว ทั้งคู่ควรมีความเข้าอกเข้าใจกันมากพอที่จะสามารถให้อภัยและสร้างความชื่นมื่นขึ้นมาได้เหมือนเช่นก่อน แต่กระนั้น พฤติกรรมของแต่ละฝ่ายก็เผยให้เห็นถึงความร้าวลึกที่ไม่อาจรักษาให้หายและความหมางเมินที่เพิ่มทวีคูณ เมื่อทั้งคู่ต่างปฏิเสธที่จะเดินลงจากเขาด้วยกันเป็นครอบครัว ภรรยาแสดงออกถึงความกังขาในความสามารถในการทำหน้าที่แม่ด้วยการขอให้เพื่อนของสามีช่วยอุ้มลูกสาวของเธอเอาไว้ ส่วนสามีก็ยิ่งตอกย้ำด้วยการสูบบุหรี่ต่อหน้าลูกชายและยอมรับเมื่อลูกถาม ทั้งที่เราไม่เห็นเขาสูบบุหรี่เลยตลอดทั้งเรื่อง ดังจะประกาศว่าเขาพอแล้วกับการรักษาภาพลักษณ์แบบอย่างที่ดีในฐานะพ่อ ความเงียบงันไร้บทสนทนาในช่วงท้ายเปรียบประหนึ่งคลื่นใต้น้ำแห่งปัญหาที่ซ่อนตัวแนบเนียนรอวันปะทุในภายหลัง

 

mv5bmta0odm2odm4njneqtjeqwpwz15bbwu4mda0mjy3ndix-_v1_sx1777_cr001777742_al_

Force Majeure อาจเป็นภาพยนตร์ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการค่อยๆ สิ้นศรัทธาต่อแนวคิดครอบครัวอุดมคติของชาวสวีเดน แม้ในสวีเดนจะมีอัตราการแต่งงานในระดับค่อนข้างสูง แต่อัตราการหย่าร้างนั้นก็สูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน โดยในปี 2013 มีคู่แต่งงานที่หย่าร้างเฉียด 27,000 คู่ ทุบสถิติในรอบ 38 ปี และมีจำนวนคนรุ่นใหม่ที่อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสสูงที่สุดในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป* ภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อยๆ เปิดเปลือยจุดด่างพร้อยแห่งชีวิตครอบครัวและชีวิตสมรสตามขนบ โดยแสดงให้เห็นว่าสถาบันที่ถูกมองว่าควรจะเป็นสถาบันที่แข็งแกร่งที่สุดในสังคม เป็นหลักยึดทั้งทางร่างกายและจิตใจของมนุษย์คนหนึ่งนั้นพังพินาศลงได้อย่างง่ายดายเพียงใด ด้วยการสะกิดอย่างแผ่วเบาของความผิดหวังต่อการปฏิบัติตนของสมาชิกคนใดคนหนึ่ง และแท้ที่จริงแล้ว สถาบันครอบครัวนั้นอาจถูกก่อสร้างขึ้นมาบนรากฐานที่ไร้ความมั่นคงอย่างที่สุด เช่นการคาดหวังให้มนุษย์ต้องเสียสละตนต่อผู้ที่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดอย่างไม่มีเงื่อนไข อันอาจเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่มีค่าเพียงสร้างความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงออกซึ่ง “ความเห็นแก่ตัว” ที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นไรและเมื่อใด จนครอบครัวต้องพังพินาศเพราะศรัทธาที่เสียหายจนไม่อาจกู้คืน ไม่ต่างจากเสียงระเบิดบนเทือกเขาหลายต่อหลายครั้งที่ดังกึกก้องขึ้น และทิ้งไว้ซึ่งความหวั่นใจด้วยความไม่รู้ว่าหลังสิ้นเสียงนั้นจะเกิดหิมะถล่มขึ้นอีกหรือไม่ เพราะแม้จะฉาบไปด้วยข้ออธิบายแห่งวิวัฒนาการและอารยธรรมมาอย่างยาวนาน มนุษย์โดยเนื้อแท้นั้นจะสามารถละทิ้งสัญชาตญาณดิบได้อย่างหมดจดหรือไม่ในท้ายที่สุด

 

*อ้างอิงจาก eurostat (http://ec.europa.eu/)

Advertisements