“A wolf and a penguin could never live together,

nor could a camel and a hippopotamus. That would be absurd.”

หากใครได้เคยชมผลงานเรื่องก่อนหน้าของผู้กำกับชาวกรีก Yorgos Lanthimos อย่าง Dogtooth ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์แปลกประหลาดซับซ้อนในการตีความ รวมถึงมีการนำเสนอภาพความรุนแรงจนอาจรบกวนจิตใจหลายคนที่ได้ดูอยู่ไม่น้อยแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง The Lobster ถือว่าเป็นงานที่ดูเบาและย่อยสารได้ง่ายกว่ามาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถคงอารมณ์ขันแบบมืดหม่น รวมถึงเสียดสีประเด็นทางสังคมได้เจ็บแสบอย่างร้ายกาจและคมคายไม่ต่างกันนัก

การเล่าเรื่องผ่านแนวคิดสังคมดิสโทเปีย (Dystopia) หรือสังคมในจินตนาการอันเลวร้ายซึ่งถูกนิยามมาเป็นขั้วตรงข้ามของสังคมอุดมคติหรือยูโทเปีย (Utopia) ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องในประวัติศาสตร์วรรณกรรมและภาพยนตร์ อันมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำสิ่งเลวร้ายที่ปรากฏในสังคมร่วมสมัย ซึ่งอาจเสื่อมถอยลงไปสู่จุดที่ต่ำตมที่สุดได้เมื่อเวลาล่วงไปหากผู้คนละเลยปล่อยผ่านและไม่คิดหาหนทางแก้ไข โดยส่วนมากแล้ว เรื่องราวแนวนี้มักถูกใช้ในบริบทสังคมที่กว้างใหญ่หรือดูมีอิทธิพลต่อมนุษยชาติอย่างน่าหวาดหวั่น เช่นประเด็นเรื่องการเมืองที่เห็นได้ชัดเจนในภาพยนตร์อย่าง Metropolis, V for Vendetta หรือ The Hunger Games การจิกกัดสังคมทุนนิยมและวัฒนธรรมบริโภคนิยมใน Wall-E ประเด็นการเหยียดและความไม่เท่าเทียมทางสังคมใน Mad Max: Fury Road หรือ Snowpiercer ความรุนแรงและพฤติกรรมด้านมืดของมนุษย์อันน่าสะอิดสะเอียนเช่นใน A Clockwork Orange, Battle Royale รวมไปถึง The Purge แม้กระทั่งเรื่องการก่อมลภาวะทำลายธรรมชาติที่นำเสนออย่างยิ่งใหญ่ใน Avatar

ถึงกระนั้น Lanthimos ก็เลือกสร้างสังคมดิสโทเปียของเขาด้วยประเด็นที่เรียบง่ายกว่านั้นมากใน The Lobster ซึ่งซ่อนลึกแนบเนียนจนอาจแทบไม่มีใครตระหนักด้วยซ้ำว่านี่คือปัญหาอย่างหนึ่ง กล่าวคือความหมกมุ่นของผู้คนต่อการหาคู่และการแต่งงาน เรื่องราวของโลกแสนพิลึกพิลั่นที่เหล่าคนโสดต้องเข้าไปอยู่รวมกันในโรงแรมแห่งหนึ่ง และเมื่อใครไม่สามารถหาคู่ได้ตามเวลาที่กำหนด จะต้องถูกเปลี่ยนร่างกลายเป็นสัตว์ตามแต่เจ้าตัวจะปรารถนา กระนั้น เส้นเรื่องนี้กระแทกค่านิยมของสังคมกระแสหลักอย่างตรงไปตรงมาอย่างไม่ต้องจินตนาการว่านี่อาจเป็นความเลวทรามที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต หากถอดความสุดโต่งอย่างการบังคับจับคนโสดเข้าไปอยู่ในสถานที่ปิดรวมกันไปจนกว่าจะหาคู่ได้ ไปจนถึงการต้องเปลี่ยนร่างเป็นสัตว์ยามที่ล้มเหลวออกไปแล้ว เรื่องราวพิลึกพิลั่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ดำเนินอยู่ในสังคมปัจจุบันเท่าไรนัก กี่ครั้งที่เราถูกโจมตีด้วยคำถามเร่งเร้าให้รีบหาคู่ครองก่อนจะหมดโอกาส กี่หนที่เราถูกถาโถมด้วยสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หรือวรรณกรรมที่โฆษณาว่าการไขว่คว้าได้มาซึ่งความรักและการมีคู่คือความสุขความงดงามของชีวิต เหล่านี้ต่างอะไรกับละครชวนเชื่อที่ยัดเยียดโจ่งแจ้งจนน่าขำแบบที่โรงแรมประหลาดแห่งนี้แสดงให้เหล่าคนโสดได้ชม น่าคิดหรือไม่ว่าเหตุใดความโสดถึงถูกมองเป็นสิ่งน่ารังเกียจไม่อาจเป็นที่ยอมรับ และเป็นสภาวะที่คนต้องดิ้นรนให้หลุดพ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มิฉะนั้นผู้ที่ “ล้มเหลว” จะถูกกดสถานะทางสังคมให้ต่ำกว่าผู้ที่ “ประสบความสำเร็จ” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

mv5by2vhodzjogutm2myni00mgmxlwi1zwqtngy0odljowy1ndg3xkeyxkfqcgdeqxvymtk5mjkzmju-_v1_

ประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์ชูให้เห็นอย่างชัดเจนจนแทบไม่ต้องตีความอะไรให้ปวดหัว แต่ความลึกของเรื่องราวไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ผู้กำกับไม่เพียงเสียดสีความหมกมุ่นต่อค่านิยมในการหาคู่ เขายังเสียดสีความหมกมุ่นในค่านิยมการครองตัวเป็นโสด และการปะทะกันของสองแนวคิดขั้วตรงข้ามออกมาได้อย่างไม่รู้สึกว่าลำเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป ด้วยว่าทั้งสองฝั่งต่างก็มีความสุดโต่งที่ดูยอมรับได้ยากเป็นของตัวเอง ถึงดูเผินๆ จะเป็นเหมือนการต่อสู้ระหว่างสังคมกระแสหลักและกระแสรอง แต่เมื่อลองคิดอีกแง่ ก็เห็นได้ว่าสังคมได้แตกออกเป็นสองกระแสหลัก กล่าวคือกระแสของฝั่งคนมีคู่คือการกีดกันเหยียดหยามและลดทอนความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันของคนโสด ส่วนกระแสของฝั่งคนโสดก็คือการปฏิเสธความสัมพันธ์เชิงคนรักในทุกรูปแบบและพยายามหาทางบ่อนทำลายการครองคู่อยู่เป็นนิจ ซึ่งตัวหนังสามารถถ่ายทอดการต่อสู้ทางความคิดนี้ออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ซ้อนลึกลงไปภายใต้ความขัดแย้งระดับสังคมนี้ คือปมประเด็นระดับบุคคลในความพยายามหาที่ทางของผู้ที่ไม่อาจเข้ากับกลุ่มใดได้อย่างสนิทใจเต็มที่นั่นเอง

เดวิด ตัวละครเอก แสดงความเป็นคนที่อยู่ในสถานะครึ่งๆ กลางๆ ไม่สามารถเข้าพวกกับผู้อื่นออกมาตลอดการดำเนินเรื่อง ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในโรงแรมเป็นวันแรกและต้องเลือกว่าต้องการคู่เป็นเพศตรงข้ามหรือเพศเดียวกัน เขากลับถามหาว่ามีตัวเลือกสำหรับคนที่ชอบทั้งสองเพศหรือไม่ ซึ่งปรากฎว่าไม่มี เขาถามหารองเท้าเบอร์ 44 ครึ่งที่พอดีกับเท้าเขามากที่สุด แต่กลับถูกบังคับให้เลือกเบอร์เต็มที่ใหญ่กว่าหรือเล็กกว่าเท่านั้น เขาเลือกที่จะถูกเปลี่ยนร่างเป็นล็อบสเตอร์หากหาคู่ไม่สำเร็จ แม้ล็อบสเตอร์นั้นถือว่าถูกจัดอยู่ในลำดับชั้นค่อนข้างต่ำในอาณาจักรสัตว์ ต่างจากคนทั่วไปที่จะเลือกถูกเปลี่ยนเป็นสัตว์ในลำดับชั้นที่สูงกว่าอย่างสุนัขหรือม้า แต่เขาก็สามารถมองเห็นถึงข้อดีของการเป็นสัตว์ชนิดนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุยืนและความสามารถในการสืบพันธุ์ตลอดช่วงอายุขัย ในขณะที่คนอื่นในสังคม เช่นเพื่อนที่เขาผูกมิตรด้วยในโรงแรม มองว่ามันเป็นสัตว์แสนอ่อนแอแทบจะไร้ความสามารถในการป้องกันตัว และอาจถูกจับต้มกินเมื่อไหร่ก็ได้

นอกจากนี้ เดวิดซึ่งได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมทั้งสองขั้วไม่ได้แสดงอาการรังเกียจรังงอนฝ่ายตรงข้ามเช่นคนรอบตัวของเขาเลย กลับกัน เขาพยายามเอาตัวรอดโดยพรางตัวกลมกลืนไปกับกระแสหลักให้แนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้ การไขว่คว้าหาการยอมรับทางสังคมและหาที่ยืนในลำดับที่สูงกว่ากลายเป็นเกมชิงไหวชิงพริบ หลอกล่อสร้างภาพลวงตาปิดบังตัวตนแท้จริงที่ไม่อาจแสดงออก ประหนึ่งเช่นสำนวนไทยที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ทั้งที่ตาเราก็ไม่ได้หลิ่วอะไร เขาไม่ได้ต่อต้านการมีคู่ ซึ่งเห็นได้จากความเต็มใจนำตัวเองเข้าไปอยู่ในโรงแรมแต่แรก แต่เขาไม่มีความกระตือรือร้นในการหาคู่และไม่มีความเพลิดเพลินในการไล่ล่าคนโสดมายืดเวลาแห่งการยอมรับในความเป็นคนให้ตนเอง และเขาก็จะไม่ยอมจำนนให้กับการถูกเปลี่ยนร่างเป็นสัตว์อย่างเช่นคนอื่นที่ล้มเหลว เขาลงเอยด้วยการเสแสร้งสร้างบุคลิกภาพไร้อารมณ์ให้เหมือนกับหญิงสาวอีกคนในโรงแรมจนกระทั่งได้เธอมาเป็นคู่ ด้วยวิธีการคล้ายคลึงกับเพื่อนของเขา แต่เขาเดินเกมพลาดจนถูกเปิดโปงในท้ายที่สุด ยังผลให้ถูกผลักเข้าไปสู่สังคมอีกขั้ว คือสังคมของคนโสดที่ต่อต้านการมีคู่ และเช่นเดียวกัน เขาพยายามเอาตัวรอด หลีกเลี่ยงการถูกลงโทษอันน่าสะพรึงกลัวไม่แพ้กันด้วยการเสแสร้งว่าไม่ต้องการความสัมพันธ์และคู่ครองอีกต่อไป ทั้งที่เกิดแรงดึงดูดกับหญิงสาวอีกคนในกลุ่มอย่างช่วยไม่ได้เพราะทั้งคู่บังเอิญมีปัญหาทางสายตาเหมือนกัน

mv5botq0mjmymzg4of5bml5banbnxkftztgwmtk4nzuwnje-_v1_sy1000_sx1500_al_

กระนั้น เมื่อเขาและเธอต้องสูญเสียคุณสมบัติร่วมเพียงอย่างเดียวที่มี และไม่ว่าจะพยายามเท่าไร เดวิดก็ไม่สามารถหาสิ่งอื่นใดที่ทั้งคู่มีเช่นเดียวกันได้อีก เขายังคงแสดงการตัดสินใจแบบ “แหกขนบ” ออกมาอีกครั้งด้วยการพาเธอหนีออกจากกลุ่มคนโสดหวังไปใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมคนมีคู่ แม้ยังไม่แน่ชัดว่าจะหาทางออกให้กับ “ปัญหา” นี้เช่นไร ซึ่งตัวตนของเดวิดที่แสดงออกมาต่อเนื่องตลอดทั้งเรื่องยิ่งขับเน้นให้ฉากสุดท้ายสื่อคำถามออกมาได้อย่างมีพลัง ว่าเขาจะตัดสินใจกระทำการสุดบ้าบิ่นเพียงเพื่อให้ตนเองมีคุณสมบัติเพียงอย่างเดียวที่เข้ากับหญิงสาวที่เขาเชื่อว่าเขารัก จากความกังวลว่าทั้งสองอาจไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้เพราะไม่มีอะไรที่เหมือนกันแม้แต่อย่างเดียว หรือยอมแพ้แล้วหนีหายไป หรือเสแสร้งว่าได้ลงมือดังเช่นที่เขาเคยทำในโรงแรมก่อนหนีออกมา และสุดท้าย เป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะตัดสินใจไม่ทำและออกมาสารภาพตามตรง จะเกิดอะไรขึ้นได้หลังจากนั้น ทั้งคู่จะสามารถใช้ชีวิตด้วยกันได้หรือไม่ หรือคุณสมบัติร่วมคือสิ่งจำเป็นในชีวิตคู่อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว เหตุใดจึงยังมีการเลิกราเกิดขึ้น เพราะอะไรภรรยาเก่าของเดวิดจึงเลือกทิ้งเขาไปแม้มีชีวิตร่วมกันมานานกว่าสิบปี หรือนั่นเป็นเพียงมายาคติที่สังคมสร้างขึ้นมาลวงตาครอบงำความคิด ดังเช่นคำกล่าวของผู้จัดการโรงแรมที่ยกไว้ในตอนต้นของบทความว่า หมาป่ากับนกเพนกวินหรืออูฐกับฮิปโปโปเตมัสจะอยู่ด้วยกันได้อย่างนั้นหรือ

จะเห็นได้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว การจะมีคู่หรือไม่มีนั้นอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาส่วนบุคคลแม้แต่น้อย แต่กลับขึ้นอยู่กับแรงขับเคลื่อนในสังคมแวดล้อม เดวิดดิ้นรนหาคู่และสร้างแรงดึงดูดจอมปลอมขึ้นมาหลอกลวงอีกฝ่ายทั้งที่ไม่ได้รู้สึกชอบพอใครเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่ความโสดเป็นสิ่งผิดบาป และเขาต้องปิดบังซ่อนเร้นแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นผิดที่ผิดทางเพื่ออยู่ให้รอดในพื้นที่ที่ความสัมพันธ์ฉันคนรักเป็นสิ่งต้องห้าม อย่างไรก็ตาม ความไม่เป็นตัวของตัวเองก็ไม่สามารถพาเขาให้ดำเนินชีวิตผ่านพ้นไปได้ตลอดรอดฝั่ง เขาหลบหนีจากสังคมเดิมที่ตนเองอยู่ไปยังสถานที่ที่ดูน่าจะมีความเข้าอกเข้าใจมากกว่า เพียงเพื่อจะพบว่าฝ่ายนี้ก็ไม่อาจยอมรับทัศนคติและตัวตนของเขาเช่นกัน นำมาสู่ฉากสุดท้ายที่แสดงความสับสนภายในจิตใจว่าเขาควรจะเลือกเดินไปในทางใดกันแน่ สำหรับเขาแล้ว มันอาจเป็นเรื่องยากอย่างที่สุดที่จะ “เข้าพวก” กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อย่างแท้จริง เมื่ออุดมการณ์ในชีวิตของเขาอาจเรียบง่ายเทียบเท่ากับข้อดีที่เขามองเห็นในการเปลี่ยนร่างเป็นล็อบสเตอร์ คือการมีชีวิตยืนยาวและสามารถสืบพันธุ์ได้ตลอดไป ไม่มีความจำเป็นต้องคิดอะไรซับซ้อนกว่านั้น ไม่ต้องคอยมุ่งยกย่องชีวิตคู่และชิงชังชีวิตโสด หรือบูชาชีวิตโสดและรังเกียจคนมีคู่

mv5bzmriztkyzjitmwy3ns00yti5ltkwntctmzzmyjrkmwmynzqzxkeyxkfqcgdeqxvynjuwnzk3ndc-_v1_sx1777_cr001777999_al_

เมื่อมองในมุมที่กว้างขึ้น สาระของภาพยนตร์เรื่องนี้อาจมุ่งหมายเพียงแสดงให้เห็นถึงการไม่สามารถยอมรับในความแตกต่างโดยคนหมู่มากและการแบ่งเขาแบ่งเราอย่างไร้ความหมาย จริงอยู่ที่การก่อพรรคพวกและหาความเหมือนความต่างในสิ่งรอบตัวเป็นกระบวนการทางธรรมชาติเพื่อสร้างตัวตน ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร มีที่ทางอยู่จุดไหนและอย่างไรในสังคมเพื่อการดำเนินชีวิตที่ราบรื่น ถึงกระนั้น เมื่อผู้ที่มีตัวตนเช่นเดียวกันสามารถรวมตัวกลายเป็นคนหมู่มากแล้ว สิ่งที่มักตามมาคือความไม่ไว้วางใจจนถึงขั้นชิงชังรังเกียจผู้ที่ “ไม่เหมือน” พวกพ้องของตน ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นทางเชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น เพศ ฐานะ หรืออุดมการณ์ทางการเมือง สามารถก่อให้เกิดความแตกแยกร้าวลึกในระดับที่น่ากลัวเช่นไร และการแบ่งแยกออกเป็นขั้วที่สุดโต่ง ก็มักก่อให้เกิดช่องว่างเล็กๆ เต็มไปด้วยผู้คนอีกกลุ่มที่เคว้งอยู่ระหว่างกลาง ผู้อาจมีเพียงความคล้ายคลึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ไม่สามารถเข้าพวกได้อย่างถนัดถนี่ และมักรู้สึกถึงความจำเป็นต้องเสแสร้งปิดบังทัศนคติหรือตัวตนที่ลักลั่นนี้เพื่อไม่ให้โดนเบียดขับออกจากพื้นที่ จนสุดท้ายแทบจะเสียที่ยืนไปโดยสิ้นเชิงแบบที่เดวิดประสบ บางที คำถามที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทิ้งไว้ให้ได้ลองขบคิดอาจเป็นคำถามเล็กๆ เพียงว่า หากเราล้มเหลวที่จะยอมรับและละทิ้งความรู้สึกจำเป็นที่จะต้องตัดสิน หรือรู้สึกกีดกันแบ่งแยกผู้อื่นที่คิดต่างในเรื่องที่ดูเล็กน้อยไร้ความสลักสำคัญเพียงเช่นการมีคู่หรือเป็นโสด มีความเป็นไปได้หรือความหวังเพียงใดเพียงใดที่มนุษย์จะสามารถก้าวผ่านไปสู่การยอมรับความแตกต่างในประเด็นอื่นอีกมากมายบนโลกนี้ที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่กว่าเหลือคณานับ

Advertisements